โรคริดสีดวงทวาร เป็นยังไง?

18 สัปดาห์ ที่แล้ว - คนดู 13
โรคริดสีดวงทวาร คือ การที่หลอดโลหิตดำที่ลำไส้ใหญ่แล้วก็ทวารหนัก มีลักษณะอาการบวม โป่งพอง รวมทั้งมีเส้นโลหิตบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยมีสาเหตุจากหลายปัจจัย

ริดสีดวง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังต่อไปนี้

* ริดสีดวงภายใน เป็น ริดสีดวงทวารที่เกิดเหนือทวารหนักขึ้นไป ปกติจะเส้นเลือดที่โป่งพองจะไม่โผล่ออกมาให้เห็นและคลำไม่ได้ และไม่ก่อกำเนิดอาการถ้าเกิดยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน
* ริดสีดวงภายนอก[/b] คือ ริดสีดวงรอบๆปากรอยย่นของทวารหนัก สามารถเห็นแล้วก็ลูบคลำติ่งเนื้อที่ปกคลุมเส้นเลือดโป่งพองได้ อาจมีความรู้สึกเจ็บ เนื่องจากที่ติ่งเนื้อมีปลายประสาทรับความรู้สึก

ลักษณะของโรคริดสีดวง
ลักษณะของโรคริดสีดวง แบ่งได้เป็น 4 ระยะ โดยความรุนแรงจะเพิ่มตามระยะที่เป็น เป็นต้นว่า

* ระยะที่ 1: มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก จะมีเลือดไหลออกมาเวลาเบ่งอุจจาระ รวมทั้งถ้าหากท้องผูก เลือดก็จะออกมากขึ้น
* ระยะที่ 2: หัวริดสีดวงทวารโตเพิ่มมากขึ้น เริ่มโผล่ออกมาพ้นทวารหนัก เวลาเบ่งอุจจาระจะออกมาให้มองเห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็หดกลับได้เองหลังการขับถ่าย
* ระยะที่ 3: หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากยิ่งกว่าเดิม เวลาไอจาม หรือยกของหนักๆที่ต้องเกร็งท้อง จะเกิดการเบ่ง ให้หัวริดสีดวงทวารออกมาด้านนอก และไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง ต้องใช้นิ้วช่วยดันกลับเข้าไป
* ระยะที่ 4: หัวริดสีดวงโตเพิ่มมากขึ้น สามารถมองเห็นจากข้างนอกได้ชัด มีลักษณะอาการบวม อักเสบรวมทั้งอาการเข้าแทรกที่รุนแรงมาก โดยมีเลือดออกมาเสมอ บางทีอาจเป็นน้ำเหลืองมูกลื่น และก็มีอุจจาระออกมาได้ ทำให้เกิดความสกปรกและเปียกชื้นตลอด อาจมีอาการคันที่ขอบปากทวารร่วมด้วย บางทีอาจเน่าแล้วก็อักเสบเพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งการรับเชื้อได้ง่าย แล้วก็ถ้าเกิดมีเลือดออกอยู่เรื่อยๆจะก่อให้ซีดเผือด หมดแรง น้ำหนักตัวลดลง และก็เกิดอาการหน้ามืดได้

ต้นเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวาร
โรคนี้เกิดได้จากหลายกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการขับถ่ายของแต่ละคน โดยสามารถที่จะทำการแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

* ภาวะท้องผูกเรื้อรัง
* ท้องเสียบ่อย
* พฤติกรรมชอบเบ่งอุจจาระอย่างแรง
* ชอบนั่งอึเป็นเวลานาน โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่ชอบเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับถ่าย
* ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายบ่อยเกินเหตุจำเป็น
* มีสภาวะโรคตับแข็ง ซึ่งส่งผลทำให้เลือดดำอุดตัน จนรอบๆเส้นเลือดดำรอบๆทวารโป่งพอง
* อายุที่มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อหย่อนยาน จนถึงทำให้เบาะรองเลื่อนลงมาจนยื่นออกมาจากทวารหนัก
* บุคคลในครอบครัวมีประวัติ เคยเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก
* พฤติกรรมที่จำเป็นต้องยกของหรือออกแรงเบ่งมากมายๆ

การดูแลรักษาโรคริดสีดวง
โรคริดสีดวง สามารถรักษาได้ด้วยแนวทางดังนี้

* รักษาโรคริดสีดวงด้วยตัวเอง แม้เป็นโรคริดสีดวงในระยะที่ 1 หรือระยะที่ 2 สามารถรักษาให้หายด้วยตัวเองได้ โดยการแช่น้ำอุ่นในกะละมังใบใหญ่ เทด่างทับทิมผสมกับน้ำจนกระทั่งกลายเป็นสีชมพูจาง(หรือแช่น้ำอุ่นอย่างเดียวได้) หลังจากนั้นนั่งแช่ลงในกะละมัง 15 - 20 นาที ควรจะทำอีกทั้งก่อนและหลังถ่ายอุจจาระ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ รวมทั้งลดการขยายตัวของหลอดเลือดดำรอบๆทวารหนัก

* เหน็บยารักษาริดสีดวง ยาเหน็บรักษาริดสีดวงมีหลายยี่ห้อรวมทั้งหลากหลายประเภท แต่มีตัวยาคล้ายคลึงกัน เสนอแนะให้เลือกยาเหน็บที่มีส่วนผสมของเบนโซเคน 1 กรัม ลาโนลิน 15 กรัม ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญสำหรับการรักษาโรคริดสีดวง

* รักษาโดยการฉีดยา ใช้รักษาริดสีดวงข้างในระยะที่ 1 และ 2 และก็ริดสีดวงที่เลือดออกเยอะแยะ โดยฉีดสารเคมีเข้าไปในตำแหน่งชั้นใต้ผิวหนังรอบๆที่มีขั้วของริดสีดวงอยู่ นำไปสู่พังพืดไปอุดกันหลอดเลือดที่ส่งเลือดมาที่ริดสีดวง เลือดจะหยุดไหล และก็ริดสีดวงจะฝ่อในที่สุด แต่ขณะฉีดต้องระวังไม่ฉีดเข้าริดสีดวงโดยตรง เนื่องจากจะทำให้สารเคมีเข้าเส้นโลหิต นำไปสู่การแน่นหน้าอก และก็ปวดท้องด้านบนได้

* การรักษาโดยการใช้ยางรัด โดยการใช้ยางรัดหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา เพื่อมีการขาดเลือด ซึ่งจะมีผลให้หัวของริดสีดวงฝ่อและก็หลุดไปเองตามธรรมชาติ ใช้สำหรับริดสีดวงทวาร ในระยะที่ 1 2 และ 3

* การผ่าตัด ใช้รักษาริดสีดวงในระยะที่ 3 และก็ 4 เพราะริดสีดวงจะมีขนาดใหญ่มากมายจนไม่อาจจะกลับเข้าไปได้เอง ต้องรักษาโดยใช้ขั้นตอนการผ่าตัดแค่นั้น ซึ่งการผ่าตัดจะขึ้นกับจำนวนแล้วก็ประเภทของริดสีดวงทวาร และก็ความชำนาญของศัลยแพทย์ อย่างเช่น ริดสีดวง 1 – 2 ตำแหน่ง อาจมีการใช้เครื่องมือพิเศษช่วยในการตัดริดสีดวงทวาร โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ไหมเย็บแผล แต่ว่าถ้ามีริดสีดวงทวารตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไป บางทีอาจต้องใช้เครื่องมือตัดต่อเยื่อบุลำไส้จำพวกกลม โดยการตัดและก็เย็บนี้จะกำเนิดตามแนวเส้นรอบวงของช่องทวารหนัก ซึ่งกรรมวิธีการนี้ มีข้อดี คือ สามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัว และไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง ผู้ป่วยจะไม่มีแผลข้างนอกเลย อีกทั้งอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดก็มีไม่มากมาย


Tags : หลอดเลือด