https://www.honestdocs.co

8 สัปดาห์ ที่แล้ว - คนดู 11
“จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา เป็นผื่นแดง คัน อื่นๆอีกมากมาย” อาการพวกนี้แสดงว่าคุณกำลังแพ้อะไรสักอย่างซึ่งวิธีรักษาและก็ป้องกันโรคภูมิแพ้ที่ดีเยี่ยมที่สุด ทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ แม้กระนั้น...ปัญหาก็คือ หลายคนไม่ทราบดีว่าอาการแพ้ที่ตัวเองเป็นเสมอๆนั้นเกิดจากอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าหากต้องการทราบต้นสายปลายเหตุที่เด่นชัด ก็ควรเข้ารับการ ตรวจภูมิแพ้ เพื่อจะป้องกันได้ถูกจุด

ตรวจภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดขึ้นจากอะไร?
โรคภูมิแพ้มีหลากหลายประเภท ได้แก่ แพ้ยา แพ้ของกิน แพ้อากาศ แพ้ฝุ่นละออง แพ้การสัมผัสสารต่างๆเป็นต้น ซึ่งล้วนมีสาเหตุจากกลไกเดียวกันทั้งมวล คือระบบภูมิต้านทานของร่างกายหลงผิดว่าสารก่อภูมิแพ้นั้นๆทำให้เป็นอันตราย ก็เลยปลดปล่อยสารฮีสตามีนออกมาเพื่อต้าน รวมทั้งนำมาซึ่งอาการแพ้ตามมานั่นเอง



สารก่อภูมิแพ้แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดหลัก ดังนี้


สารก่อภูมิแพ้ที่ไปสู่ร่างกายโดยการสูดดม อาทิเช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น รังแคสัตว์ มักทำให้มีอาการคัดจมูก คันจมูก น้ำมูกไหลเป็นสีใส จามหลายครั้ง คันตา รวมทั้งมีเสมหะไหลลงคอ มักมีอาการแบบเป็นๆหายๆ
สารก่อภูมิแพ้จากอาหารที่รับประทาน ยกตัวอย่างเช่น อาหารทะเล ถั่ว นม ไข่ สังเกตได้จากอาการชาหรือคันที่ปาก หู คอหรือดวงตา มีผื่นคล้ายลมพิษ บวมตามใบหน้า ปาก ลิ้น คอ กลืนอาหารลำบาก หายใจติดขัด เวียนศีรษะคลื่นไส้ ถ้าแพ้รุนแรงบางทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แม้กระนั้นบางบุคคลก็มีลักษณะอาการภูมิแพ้ของกินแอบแฝง (Food Intolerance) ซึ่งเป็นภาวการณ์ที่ร่างกายไม่อาจจะย่อยของกินอะไรบางอย่างได้ตามเดิม ทำให้ชอบมีลักษณะอาการปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเดินตามมา ซึ่งอาจงงกับการแพ้สารก่อภูมิแพ้จากของกิน (Food allergy) จริงๆได้
สารก่อภูมิแพ้ที่สัมผัสผิวหนัง อาทิเช่น สินค้าสำหรับผิว ยางจากผักผลไม้หรือต้นไม้ คนไข้จะมีอาการคัน เกิดตุ่มนูนผื่นคันหรือมีผื่นขึ้นตามผิวหนัง โดยเฉพาะรอบๆที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้


เพราะเหตุใดต้องตรวจภูมิแพ้

คนเจ็บโรคภูมิแพ้ผู้คนจำนวนมากสามารถปรับตัวรวมทั้งศึกษาการใช้ชีวิตร่วมกับอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้บางคนก็จำต้องกินยาแก้แพ้เป็นประจำ แต่ว่าการตรวจภูมิแพ้นั้นก็สำคัญ เนื่องจากว่าคุณจะได้ทราบว่าสารก่อภูมิแพ้เป็นยังไงกันแน่และหลีกเลี่ยงได้นอกเหนือจากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ยังสามารถให้คำแนะนำแก่คุณโดยยิ่งไปกว่านั้น ซึ่งอาจช่วยให้คุณดำเนินชีวิตได้ธรรมดาเกือบจะเสมอกันคนที่ไม่เป็นโรคภูมิแพ้อย่างยิ่งจริงๆ



การเตรียมพร้อมก่อนตรวจภูมิแพ้
แจ้งให้แพทย์รู้ถึงยา อาหารเสริม วิตามิน รวมทั้งสมุนไพรจำพวกใดๆที่กำลังใช้อยู่ก่อนเข้ารับการตรวจ เนื่องจากยาบางตัวอาจจะเป็นผลให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนไข้ที่มีโรคประจำตัวอาทิเช่น โรคหัวใจ รวมทั้งโรคความดันโลหิตสูง ที่กำลังใช้ยารักษาโรคดังที่กล่าวผ่านมาแล้วอยู่
งดเว้นรับประทานยาแก้แพ้และยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ทั้งยังยาที่แพทย์สั่งและยาที่หาซื้อมาใช้เอง ตรงเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการทดสอบ แต่ว่าถ้าจำต้องใช้ยา ควรปรึกษาหมอก่อนว่าจะสามารถใช้ได้ไหม
ควรพักผ่อนให้พอเพียงเพื่อเตรียมความพร้อมร่างกายก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ควรเจ็บไข้หรือจับไข้


กรรมวิธีตรวจภูมิแพ้
ในตอนแรกหมอจะไต่ถามถึงอาการที่เข้าเกณฑ์ภูมิแพ้ จากนั้นจึงซักความเป็นมาสุขภาพแล้วก็ความประพฤติปฏิบัติการใช้ชีวิตของคุณ เพื่อประเมินว่าอาการภูมิแพ้คงจะเป็นผลมาจากอะไร รวมทั้งเรื่องราวสุขภาพของคนภายในครอบครัว ด้วยเหตุว่าโรคภูมิแพ้นั้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ และก็ภูมิแพ้บางชนิดยังมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นๆได้แก่ อาการหอบหืด เป็นต้น



ภายหลังจากซักความเป็นมา ขั้นตอนต่อไปก็คือการตรวจเพิ่มอีกเพื่อหาสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดภูมิแพ้ มีวิธีดังต่อไปนี้



การทดลองภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Allergy skin test) เป็นการนำน้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆในอากาศ ยกตัวอย่างเช่นฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น แมลงสาบ รังแคสัตว์เลี้ยง เกสร ต้นหญ้า พืช เรื้อรา รวมทั้งสารก่อภูมิแพ้จากของกิน เช่น นม ไข่ ถั่ว อาหารทะเล มาทดลองกับผิวหนังของคนเจ็บ แนวทางแบบนี้ทำได้ง่าย ราคาไม่แพง และก็ทราบผลประโยชน์ทันที การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังทำเป็น 2 วิธี ยกตัวอย่างเช่น
การตรวจเลือดหาจำนวนสารก่อภูมิต้านทาน (Serum Specific IgE) ทำได้ด้วยการเจาะเลือดเพียง 1 ครั้ง ก็สามารถระบุสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด ไม่ต้องเสียเวล่ำเวลาเข้ารับการทดลองนานไม่ต้องงดเว้นยาแก้แพ้ก่อนตรวจ และไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกาย แต่ว่าแพงแพง แล้วก็จำต้องใช้เวลานานกว่าจะทราบผลตรวจ
การลองเลี่ยงของกินที่สงสัยว่าแพ้ แม้เป็นอาการภูมิแพ้ที่คาดว่าจะมีต้นเหตุมาจากการรับประทานอาหารหมอจะให้คุณลองหยุดรับประทานอาหารจำพวกนั้นๆสลับกับการกลับมารับประทานอีกครั้ง เพื่อสังเกตว่าระหว่างรับประทานรวมทั้งหยุดกินมีลักษณะอาการต่างกันยังไงหากระหว่างกินแล้วมีลักษณะแพ้ แปลว่าคุณแพ้ของกินจำพวกนั้น


วิธีสะกิด (Skin prick test) จะใช้น้ำยาสกัดสารก่อภูมิแพ้หยดลงบนผิวหนังบริเวณแขน แล้วต่อจากนั้นใช้เข็มสะกิดเบาๆที่ตรงกลางหยดน้ำยาเพื่อสารก่อภูมิแพ้เข้าไปสัมผัสในชั้นผิวหนัง ถ้าเกิดคุณมีภูมิแพ้ต่อสารนั้นๆก็จะเกิดปฏิกิริยาแพ้ ตามมาด้วยรอยนูนแล้วก็ผื่นแดง สามารถรู้ผลได้ใน 20 นาทีหลังการทดลอง แนวทางลักษณะนี้นิยมใช้กันมาก เนื่องจากทำง่าย สะดวกเร็วทันใจ ไม่เจ็บ และก็เสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้น้อย
วิธีฉีดเข้าไปในผิวหนัง (Intradermal test) คล้ายๆกับวิธีสะกิด แม้กระนั้นจะใช้เข็มฉีดยาฉีดน้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในชั้นผิวหนังแทน หากมีลักษณะแพ้ก็จะกำเนิดเป็นรอยนูนจุดเล็กๆอ่านผลตอบแทนภายใน 20 นาทีหลังฉีดด้วยเหมือนกัน แม้กระนั้นแนวทางลักษณะนี้ทำยาก เสียเวลา ใช้วัสดุอุปกรณ์มาก เจ็บ แล้วก็เสี่ยงเกิดอาการแพ้ทั่วร่างกายได้มากกว่าแนวทางการสะกิด