https://www.honestdocs.co/

12 สัปดาห์ ที่แล้ว - คนดู 14
โรคไบโพลาร์ หรือไบโพล่า (Bipolar Disorder) เป็น โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ทำให้มีอารมณ์ซึมเศร้าในช่วงหนึ่ง และมีอารมณ์ดีแตกต่างจากปกติในอีกช่วงหนึ่งสลับกันไป โรคนี้นับว่าเป็นความไม่ปกติทางอารมณ์ที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง



ผู้ป่วยที่เป็นโรคไบโพลาร์จะมีลักษณะอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างอารมณ์ซึมเศร้า (Major depressive episode) สลับกับตอนอารมณ์ดีมากเกินธรรมดา (Mania หรือ Hypomania) โดยอาการในแต่ละช่วงบางทีอาจเป็นอยู่นานยาวนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก็ได้ ลักษณะของโรคจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งในด้านการงาน การดำรงชีพ ความสัมพันธ์กับคนอื่น แล้วก็การดูแลตนเองอย่างยิ่ง ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตทุกวันได้อย่างปกติ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคไบโพลาร์
ปัจจุบันนี้มั่นใจว่าสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นอยู่กับผู้ป่วยไบโพลาร์นั้นมีได้หลายกรณี ดังนี้

ต้นเหตุทางชีวภาพ อาทิเช่น การเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทในสมอง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางการนอน และก็การเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสมองในส่วนต่างๆที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์
ทางด้านสังคมแล้วก็สิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การไม่สามารถปรับนิสัยเพื่อรับมือกับความเครียดหรือปัญหาต่างๆในชีวิตได้ การพบเจอการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตหรือเหตุการณ์ร้ายแรง รวมทั้งการใช้สารเสพติดและก็แอลกอฮอล์ สามารถทำให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรคไบโพลาร์ แม้กระนั้นอาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคออกอาการได้เพียงแค่นั้น
ต้นเหตุทางพันธุกรรม ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่าโรคไบโพลาร์สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ แต่จากการศึกษาพบว่า โรคนี้พบได้บ่อยในครอบครัวที่เคยมีผู้ป่วยเป็นไบโพลาร์มาก่อน
ต้นเหตุโรคทางกาย อาจก่อให้เกิดโรคไบโพลาร์ได้ อาทิเช่น โรคลมชัก โรคเส้นเลือดสมอง โรคไมเกรน หรือเนื้องอกในสมอง อาการบาดเจ็บที่หัว โรคติดเชื้อ และ ยาบางประเภท
อาการของโรคไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์จะส่งผลให้คุณมีอารมณ์เปลี่ยนไปๆมาๆอย่างคาดเดามิได้ โดยมีลักษณะอาการของภาวะซึมเศร้ารวมทั้งภาวะอารมณ์ดีแตกต่างจากปกติสลับกันไป

อาการในตอนอารมณ์ซึมเศร้า (Depressive episode)
ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้อย่างต่ำ 5 ข้อ โดยเป็นเกือบจะตลอดเวลา รวมทั้งเป็นต่อเนื่องกันอย่างต่ำ 2 สัปดาห์

มีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อหดหู่ หรือในเด็กรวมทั้งวัยรุ่นบางทีอาจดูอย่างกับว่ามีอารมณ์หงุดหงิด
มีความสนใจหรือความเพลินใจสำหรับในการทำกิจกรรมต่างๆน้อยลงเป็นอย่างมาก อะไรที่เคยมักจะทำก็ไม่อยากทำอีกต่อไป มีแรงจูงใจสำหรับการทำสิ่งต่างๆน้อยลง
รู้สึกไม่อยากกินอาหารหรือเจริญอาหารมากขึ้น น้ำหนักลดน้อยลงหรือมากขึ้นมากยิ่งกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน
นอนไม่หลับ อาจมีอาการนอนหลับยาก นอนแล้วตื่นเร็วกว่าธรรมดา หรือนอนๆตื่นๆทำให้มีความรู้สึกไม่สดชื่นหลังตื่นนอน บางรายอาจมีอาการนอนมากมายไป ต้องการนอนตลอดทั้งวัน หลับตอนกลางวันมากเพิ่มขึ้น
กระวนกระวายใจ วุ่นวาย หรือทำอะไรชักช้าลง
อ่อนแรง รู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
รู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า บางรายบางทีอาจรู้สึกสิ้นหวัง ดูสิ่งรอบๆตัวในด้านลบไปหมด รวมถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงด้วย
สมาธิและก็ความจำแย่ลง
คิดเรื่องการตาย ต้องการตาย จะฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง
อาการในตอนที่อารมณ์ดีหรือร่าเริงมากกว่าธรรมดา (Mania หรือ Hypomania)
อารมณ์เปลี่ยนแปลง อาจมีอารมณ์คึกคัก เป็นสุข แจ่มใส หรือหงุดหงิดง่ายก็ได้ โดยเป็นต่อเนื่องกันต่อกันอย่างน้อย 1 อาทิตย์ ซึ่งญาติที่ใกล้ชิดผู้ป่วยชอบรู้สึกได้ว่าอารมณ์ของผู้ป่วยเปลี่ยนไปจากเดิมกระทั่งผิดปกติ

ในช่วงที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงนี้ พบว่ามีลักษณะดังต่อไปนี้ ขั้นต่ำ 3-4 อาการ อยู่ตลอด อาทิเช่น

มีความมั่นใจในตนเองมากเพิ่มขึ้น เชื่อถือว่าตนเองมากจนเกินไป หรือถึงกับขนาดมีความคิดว่าตัวเองสำคัญหรือยิ่งใหญ่ ได้แก่ มั่นใจว่าตนเองมีอำนาจมากหรือมีพลังพิเศษ เป็นต้น
การนอนเปลี่ยนไป ผู้ป่วยจะมีความต้องการในการนอนลดน้อยลง ดังเช่น อาจมีความคิดว่านอนเพียงแค่ 3 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น
คิดเร็ว ครั้งคราวคิดหลายๆเรื่องพร้อมๆกัน คิดเรื่องหนึ่งไม่ทันจบก็คิดเรื่องอื่นทันที บางครั้งบางคราวอาจแสดงออกมาในรูปของการมีโครงการต่างๆเยอะแยะ
พูดเร็วขึ้น เนื่องมาจากความคิดของผู้ป่วยแล่นเร็ว จึงส่งผลต่อคำพูดที่ออกมาด้วย ผู้ป่วยมักจะพูดเร็วรวมทั้งขัดจังหวะได้ยาก ยิ่งหากอาการรุนแรงจะพูดดังและเร็วขึ้นอย่างยิ่งจนกระทั่งบางครั้งฟังเข้าใจยาก
วอกแวกง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน มักมีความสนใจเปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้าภายนอกที่เข้ามากระตุ้นได้ง่าย
มีการเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่สามารถอยู่นิ่งๆได้ จำต้องทำกิจกรรมต่างๆตลอดระยะเวลา ทั้งๆที่ทำงาน ที่โรงเรียน หรือที่บ้าน
ห้ามใจมิได้ โดยจะแสดงกริยาที่เกิดจากการขาดความยับยั้งชั่งใจ อาทิเช่น ดื่มสุราเพิ่มขึ้น โทรศัพท์ทางไกลเป็นเวลานานๆเล่นการพนัน หรือเสี่ยงโชคกระทั่งเกินกำลัง ใช้เงินเยอะขึ้น ฯลฯ
ความประพฤติติที่แปรไปกลุ่มนี้จะถือว่าเป็นอาการมาเนีย (Mania) ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน และมีลักษณะรุนแรงจนกระทั่งกระทบต่อการใช้ชีวิต หรือต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นอันตรายต่อตัวเองและก็คนอื่น และก็อาการที่เกิดขึ้นจะต้องไม่ได้มาจากการใช้แอลกอฮอล์ สิ่งเสพติด ยารักษาโรคที่ใช้บ่อยๆ รวมทั้งภาวการณ์ป่วยอื่นๆ

ส่วนอาการไฮโปมาเนีย (Hypomania) นั้นจะมีลักษณะอาการดังที่กล่าวมาข้างต้นคล้ายกับมาเนีย แต่ว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากสักเท่าไรนัก แล้วก็มีลักษณะอาการในระยะที่สั้นกว่า โดยเกิดขึ้นนานอย่างน้อย 4 วัน

อาการอื่นๆของโรคไบโพลาร์ที่พบได้

วิตกกังวล
มีอาการซึมเศร้าและแบบอารมณ์ดีผสมกัน (Mixed episodes) โดยอาจมีทั้งอาการมาเนียหรือมาเนียอย่างอ่อน และภาวะซึมเศร้าพร้อมเพียงกัน
มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Catatonia) อาจแสดงท่าทางทางร่างกายในท่าที่ผิดแปลกไปจากธรรมดา
อาการด้านจิต มักพบอาการประสาทหลอน (Hallucinations) รวมทั้งอาจมีอาการหลงผิด (Delusions) ร่วมด้วย ทำให้มีความคิดความเชื่อไม่ตรงกับโลกความเป็นจริง แล้วก็กำเนิดความฝังใจหรือความคิดแบบไม่ถูกๆขึ้น
ลักษณะของโรคไบโพลาร์ในเด็กและก็วัยรุ่น
แม้ว่าโรคไบโพลาร์ในเด็กและก็วัยรุ่นจะออกอาการเหมือนกับคนโต แต่อาการในเด็กและก็วัยรุ่นอาจมีความท้าในการวินิจฉัยมากเพิ่มขึ้น เพราะว่าเด็กและวัยรุ่นยังไม่สามารถที่จะแยกอารมณ์ที่เปลี่ยนจากความตึงเครียดหรือสถานการณ์ร้ายแรงได้แน่ชัด จึงทำให้เด็กที่เป็นโรคไบโพลาร์ได้รับการวินิจฉัยผิด หากพบว่าบุตรหลานของคุณแสดงอารมณ์ความรู้สึกแปรปรวนรุนแรง หรือแตกต่างไปจากเดิม ให้ลองขอคำแนะนำหมอหรือกุมารแพทย์

เมื่อไรถึงควรจะไปพบแพทย์?
ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์นั้นมักไม่รู้ตัวถึงอาการไม่ปกติที่เกิดขึ้น แม้ว่าอารมณ์ที่เปลี่ยนของตนจะร้ายแรงถึงขั้นส่งผลต่อการใช้ชีวิตแล้วก็ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง เพราะฉะนั้น แม้ตัวคุณเองหรือคนใกล้ชิด สังเกตเห็นอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรจะปรึกษาหมอหรือพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยทันที เพราะว่าถ้าเกิดทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาการของโรคไบโพลาร์อาจรุนแรงมากขึ้น หรืออย่างที่หลายท่านรู้เรื่องว่าเป็นโรคไบโพลาร์ระยะในที่สุด ซึ่งอาจส่งผลให้มีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดแล้วก็แอลกอฮอล์ มีปัญหาด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างรุนแรง ไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ตามปกติ มีความคิดต้องการฆ่าตัวตายหรือพยายามรังควานตนเอง บางรายก็พัฒนาไปเป็นโรคจิตเภท ซึ่งจะมีลักษณะมองเห็นภาพลวงตา เห็นหรือได้ยินในสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง รู้สึกว่าคนอื่นจะมาทำร้ายตนเอง รวมทั้งก่อให้เกิดความไม่ไว้ใจหรือพยายามรังแกคนอื่นเพื่อโต้กลับได้

ขอบคุณบทความจาก https://www.honestdocs.co/understanding-bipolar

Tags : ครอบครัว